- USDX
- XAUUSD
- XAGUSD
- WTI
ตลาด
การวิเคราะห์
ผู้ใช้
24x7
ปฏิทินเศรษฐกิจ
แหล่งเรียนรู้
ข้อมูล
- ชื่อ
- ค่าล่าสุด
- ครั้งก่อน












สัญญาณ VIP
ทั้งหมด
ทั้งหมด


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของอิหร่านกล่าวว่า: การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลและการเปิดกรอบเวลา 60 วัน จะทำให้การนำเข้าสินค้าพื้นฐานสะดวกยิ่งขึ้นและต้นทุนจะลดลง
สวิตเซอร์แลนด์เฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ขณะที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้จะเริ่มต้นขึ้นที่เมืองบือร์เกนสต็อก
กระทรวงกลาโหมรัสเซีย: กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียสกัดกั้นและทำลายโดรนของยูเครน 239 ลำในระหว่างคืนนั้น
สหรัฐอเมริกาพยายามใช้การปลดล็อกสินทรัพย์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เป็นเครื่องมือกดดันอิหร่านให้ยอมรับการตรวจสอบด้านนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ
UBS: การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียอาจลดลง 1% หลังไตรมาสที่สี่ เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ขณะที่ภัยแล้งส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและเหมืองแร่
กระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน: ในระหว่างการเจรจา คาดว่านายกรัฐมนตรีจะมีการหารือทวิภาคีกับคณะผู้แทนที่เข้าร่วม
กระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน: ปากีสถานจะยังคงสนับสนุนการดำเนินการตามความเข้าใจที่บรรลุระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาต่อไป
กระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน: นายกรัฐมนตรีชารีฟแห่งปากีสถานและจอมพลมูนีร์ ได้เดินทางไปยังเมืองเบอร์เกนสต็อก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเข้าร่วมการเจรจาเกี่ยวกับการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจ
หนังสือพิมพ์ The Observer ของอังกฤษรายงานว่า คาดว่านายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์จะลาออกจากตำแหน่งในวันจันทร์หน้า และเริ่มต้นกระบวนการส่งมอบอำนาจอย่างเป็นระเบียบ
รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ แฮร์ริส: (เกี่ยวกับการเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเจรจาเรื่องอิหร่าน) ดิฉันสามารถอยู่ที่นั่นได้เพียงวันหรือสองวันเท่านั้น ดิฉันหวังว่าจะมีความคืบหน้าในประเด็นนิวเคลียร์และการหยุดยิงในเลบานอน
รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ แวนซ์: (เกี่ยวกับการเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเจรจากับอิหร่าน) ผมอยู่ที่นั่นได้เพียงวันหรือสองวันเท่านั้น ผมหวังว่าจะมีความคืบหน้าในประเด็นนิวเคลียร์และการหยุดยิงในเลบานอน
โฆษกของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ: รองประธานาธิบดีแวนซ์แห่งสหรัฐฯ ได้เดินทางออกจากวอชิงตันไปยังสวิตเซอร์แลนด์แล้ว
สำนักงานนายกรัฐมนตรีปากีสถาน: นายกรัฐมนตรีและจอมพลแห่งปากีสถานจะเข้าร่วมการประชุมหารือทางเทคนิคที่เมืองบูร์เกนสต็อก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 21 มิถุนายน
ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า จะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงระยะเวลาหยุดยิง 60 วัน และจะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ หลังจากสิ้นสุดการหยุดยิง เว้นแต่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องเพื่อวัตถุประสงค์ของตนเองในกรณีที่ข้อตกลงไม่เป็นไปตามที่วางไว้ เพื่อเป็นการชดเชยสำหรับบริการที่ "เทวดาผู้พิทักษ์" ได้มอบให้แก่ประเทศในตะวันออกกลาง เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

สหรัฐอเมริกา ดัชนีการจ้างงานภาคการผลิตของรัฐฟิลาเดลเฟีย (มิ.ย.)ค:--
ค: --
ค: --
แคนาดา ดัชนีราคาสินค้าอุตสาหกรรม YoY (พ.ค.)ค:--
ค: --
สหรัฐอเมริกา จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อรายสัปดาห์ (SA)ค:--
ค: --
สหรัฐอเมริกา อินดิเคเตอร์ชั้นนำของคณะกรรมการการประชุม MoM (พ.ค.)ค:--
ค: --
สหรัฐอเมริกา อินดิเคเตอร์ซิงค์ของคณะกรรมการการประชุม MoM (พ.ค.)ค:--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา อินดิเคเตอร์ล้าหลังของคณะกรรมการการประชุม MoM (พ.ค.)ค:--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา อินดิเคเตอร์ชั้นนำของคณะกรรมการการประชุม (พ.ค.)ค:--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา การเปลี่ยนแปลงสต็อกก๊าซธรรมชาติประจำสัปดาห์ของ EIAค:--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา ปริมาณเครื่องเจาะน้ำมันทั้งหมดรายสัปดาห์ค:--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา ปริมาณเครื่องเจาะทั้งหมดรายสัปดาห์ค:--
ค: --
ค: --
อาร์เจนตินา ดุลการค้า (พ.ค.)ค:--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา การถือครองธนารักษ์สหรัฐฯของธนาคารกลางต่างประเทศรายสัปดาห์ค:--
ค: --
ค: --
เกาหลีใต้ PPI MoM (พ.ค.)ค:--
ค: --
สหราชอาณาจักร ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค GFK (มิ.ย.)ค:--
ค: --
ค: --
ญี่ปุ่น ดัชนี CPI หลักแห่งชาติ YoY (พ.ค.)ค:--
ค: --
ค: --
ญี่ปุ่น ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานแห่งชาติMoM(Not SA) (พ.ค.)ค:--
ค: --
ค: --
ญี่ปุ่น ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานแห่งชาติ YoY (พ.ค.)ค:--
ค: --
ค: --
ญี่ปุ่น ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานแห่งชาติ MoM (พ.ค.)ค:--
ค: --
ค: --
ญี่ปุ่น CPI MoM (พ.ค.)ค:--
ค: --
ค: --
สหราชอาณาจักร ดัชนียอดค้าปลีก YoY(SA) (พ.ค.)ค:--
ค: --
เยอรมนี PPI MoM (พ.ค.)ค:--
ค: --
ค: --
เยอรมนี PPI YoY (พ.ค.)ค:--
ค: --
ค: --
สหราชอาณาจักร ดัชนีขายปลีกหลัก YoY (SA) (พ.ค.)ค:--
ค: --
ค: --
สหราชอาณาจักร ดัชนียอดค้าปลีก MoM (SA) (พ.ค.)ค:--
ค: --
ค: --
ตุรกี อัตราการใช้กำลังการผลิต (มิ.ย.)ค:--
ค: --
ค: --
รัสเซีย อัตราดอกเบี้ย Key Rateค:--
ค: --
ค: --
แคนาดา ดัชนีขายปลีกหลัก MoM(SA) (เม.ย.)ค:--
ค: --
แคนาดา ดัชนียอดค้าปลีก MoM (SA) (เม.ย.)ค:--
ค: --
ค: --
คำกล่าวของ Lane หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ECB
อาร์เจนตินา ดัชนียอดค้าปลีก YoY (เม.ย.)ค:--
ค: --
ค: --
จีนแผ่นดินใหญ่ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดีระยะ 1 ปี--
ค: --
ค: --
จีนแผ่นดินใหญ่ LPR 5-ปี--
ค: --
ค: --
ตุรกี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (มิ.ย.)--
ค: --
ค: --
แคนาดา ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจแห่งชาติ--
ค: --
ค: --
แคนาดา ค่าเฉลี่ยปรับแต่ง CPI YoY (SA) (พ.ค.)--
ค: --
ค: --
แคนาดา CPI หลัก YoY (พ.ค.)--
ค: --
ค: --
แคนาดา CPI MoM (พ.ค.)--
ค: --
ค: --
แคนาดา CPI YoY (พ.ค.)--
ค: --
ค: --
แคนาดา CPI หลัก MoM (พ.ค.)--
ค: --
ค: --
อาร์เจนตินา อัตราการว่างงาน (ไตรมาส 1)--
ค: --
ค: --
เยอรมนี อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยการประมูลSchatz 2-ปี--
ค: --
ค: --
สหราชอาณาจักร ความคาดหวังราคาอุตสาหกรรม CBI (มิ.ย.)--
ค: --
ค: --
สหราชอาณาจักร แนวโน้มอุตสาหกรรม CBI - คำสั่งซื้อ (มิ.ย.)--
ค: --
ค: --
สหราชอาณาจักร ความคาดหวังผลผลิตอุตสาหกรรม CBI (มิ.ย.)--
ค: --
ค: --
เม็กซิโก ดัชนียอดค้าปลีก MoM (เม.ย.)--
ค: --
ค: --
เม็กซิโก ดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ YoY (เม.ย.)--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา Redbook ประจำปีการขายปลีกเชิงพาณิชย์รายสัปดาห์--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา ดัชนีรวมภาคการผลิต Richmond Fed (มิ.ย.)--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา ดัชนีรายได้ภาคบริการ Richmond Fed (มิ.ย.)--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา ดัชนีการส่งสินค้าภาคการผลิต Richmond Fed (มิ.ย.)--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยการประมูลพันธบัตรรัฐบาล 2-ปี--
ค: --
ค: --
อาร์เจนตินา GDP YoY (ราคาคงที่) (ไตรมาส 1)--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา สต็อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิ่งรายสัปดาห์ API--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา สต็อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ API--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา สต็อกน้ำมันสำเร็จรูปรายสัปดาห์ API--
ค: --
ค: --
สหรัฐอเมริกา สต็อกน้ำมันเบนซินรายสัปดาห์ API--
ค: --
ค: --
ออสเตรเลีย CPI มัชฌิมตัดทอน RBA YoY--
ค: --
ค: --
เยอรมนี ดัชนีบรรยากาศธุรกิจปัจจุบัน IFO (SA) (มิ.ย.)--
ค: --
ค: --
เยอรมนี ดัชนีบรรยากาศธุรกิจ IFO (SA) (มิ.ย.)--
ค: --
ค: --
เยอรมนี ดัชนีคาดการณ์ภาวะธุรกิจ IFO (SA) (มิ.ย.)--
ค: --
ค: --













































ไม่มีข้อมูลที่ตรงกัน
ดูผลการค้นหาทั้งหมด

ไม่มีข้อมูล
สรุปเนื้อหาหนังสือ Trillion Dollar Triage โดย Nick Timiraos เจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของ Jerome Powell และมาตรการฉุกเฉินของเฟดในการกอบกู้ระบบการเงินช่วงปี 2020 พร้อมบทวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
เมื่อเศรษฐกิจโลกต้องหยุดชะงักอย่างกะทันหันในเดือนมีนาคม 2020 ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Federal Reserve) ได้ดำเนินมาตรการกอบกู้ระบบการเงินด้วยขนาดและความเร็วที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเพื่อป้องกันการล่มสลายเชิงระบบ หนังสือ Trillion Dollar Triage ของ Nick Timiraos ได้เจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของ Jerome Powell ประธานเฟด ในช่วงเวลาที่เขาต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก และการนำอำนาจฉุกเฉินที่ไม่เคยใช้มาก่อนมาประคองตลาดสินเชื่อ สำหรับนักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ และผู้ติดตามนโยบายสาธารณะ การทำความเข้าใจช่วงเวลาวิกฤตนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจว่าธนาคารกลางได้ "ฉีกตำราเล่มเดิม" และเขียนกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาอย่างไร บทสรุปนี้จะพาไปสำรวจกลไกการแทรกแซงของเฟด การประสานงานครั้งประวัติศาสตร์กับสภาคองเกรส และผลกระทบระยะยาวจากการอัดฉีดเงินหลายล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบการเงิน

Trillion Dollar Triage (2022) เขียนโดย Nick Timiraos หัวหน้าผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจของ Wall Street Journal ซึ่งเป็นผู้ที่คลุกวงในกับเฟดมาอย่างยาวนาน หนังสือเล่มนี้บันทึกเหตุการณ์ที่ Jerome Powell นำมาตรการทางการเงินแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนมาใช้เพื่อยับยั้งการล่มสลายทางการเงินทั่วโลกในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 เมื่อเดือนมีนาคม 2020 โดยนับเป็นการตอบสนองเชิงนโยบายเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดและรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
Timiraos นำเสนอภาพลักษณ์ของ Powell ผ่านการต่อสู้ในสองแนวรบ: หนึ่งคือการรักษาอิสระของธนาคารกลางจากการกดดันของประธานาธิบดี Donald Trump ในช่วงปี 2018 และสองคือการวางโครงสร้างการกอบกู้มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดสินเชื่อ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เปลี่ยนโฉมนโยบายการเงินสมัยใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง
เนื้อหาในหนังสือแบ่งกลยุทธ์การจัดการวิกฤตของเฟดออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ:
ในช่วงท้าย Timiraos วิเคราะห์ถึง "ข้อแลกเปลี่ยน" ของแนวทาง "ทุ่มสุดตัวและรวดเร็ว" (Go big and go fast) แม้การอัดฉีดเงินหลายล้านล้านดอลลาร์จะป้องกันวิกฤตสินเชื่อแบบปี 1929 ได้สำเร็จ แต่มันก็ทำให้เฟดต้องกลายเป็นผู้รับประกันสภาพคล่องแบบไม่จำกัด ซึ่งเมื่อผสมผสานกับการกระตุ้นทางการคลังอย่างรุนแรง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ "ระเบิดเงินสด" ที่บิดเบือนมูลค่าสินทรัพย์และจุดชนวนเงินเฟ้อที่รุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปีในช่วงปี 2021-2022
การที่เฟดและสภาคองเกรสสามารถหยุดการดิ่งเหวของตลาดได้นั้น เกิดจากกลยุทธ์ที่สอดประสานกันระหว่างสภาพคล่องจากธนาคารกลางและการค้ำประกันทางการคลังจากภาครัฐ โดยการนำเครื่องมือการให้กู้ยืมจากยุคปี 2008 กลับมาปัดฝุ่นใช้ใหม่ภายในเวลาไม่กี่วัน ควบคู่ไปกับการผ่านกฎหมาย CARES Act มูลค่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์
ในวิกฤตครั้งนี้ เฟดบีบการตัดสินใจที่ปกติใช้เวลาหลายเดือนให้เหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์ เพราะมองว่าโรคระบาดเป็น "ภัยพิบัติทางธรรมชาติจากภายนอก" ไม่ใช่ความล้มเหลวของระบบการเงินจากภายใน ทำให้ไม่มีข้อถกเถียงเรื่อง "ภาวะภัยทางศีลธรรม" (Moral Hazard) เหมือนในปี 2008 ที่ทำให้การตัดสินใจล่าช้า
ปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ทำให้เฟดดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว:
กฎหมาย CARES Act ทำหน้าที่ฉีดเงินทุนโดยตรงและแบกรับความเสี่ยงด้านเครดิต ซึ่งเป็นสิ่งที่เฟดทำไม่ได้ตามกฎหมาย เนื่องจากมาตรา 13(3) ระบุว่าเฟดสามารถปล่อยกู้ได้เฉพาะกับกิจการที่มีสินทรัพย์ค้ำประกันที่มั่นคงและมีสถานะการเงินปกติเท่านั้น เฟดไม่สามารถรับผลขาดทุนโดยตรงหรือแจกเงินฟรีได้
เพื่อให้ก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ CARES Act จึงจัดสรรเงิน 4.54 แสนล้านดอลลาร์ให้กระทรวงการคลัง เพื่อนำไปใช้ "รองรับความเสี่ยงชั้นแรก" (First-loss tranche) ของโครงการปล่อยกู้ต่างๆ ของเฟด การหนุนหลังทางการคลังนี้เองที่ทำให้เฟดสามารถขยายบทบาทไปสู่โครงการอย่าง Main Street Lending Program และการซื้อหุ้นกู้เอกชนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
| คุณสมบัติ | การดำเนินการของเฟด | การดำเนินการตาม CARES Act (การคลัง) |
|---|---|---|
| หน้าที่หลัก | การจัดหาสภาพคล่อง | การรักษาสถานะทางการเงิน (Solvency) |
| กลไก | การปล่อยกู้และซื้อสินทรัพย์ (ต้องได้รับเงินคืน) | เงินอุดหนุนและการโอนเงินโดยตรง (ไม่ต้องคืน) |
| ข้อจำกัดสำคัญ | รับความเสี่ยงเครดิตแบบไม่มีหลักประกันไม่ได้ | ติดข้อจำกัดทางการเมืองและเพดานหนี้สาธารณะ |
| เครื่องมือหลัก | QE, โครงการสินเชื่อตามมาตรา 13(3) | โครงการ PPP, เช็คกระตุ้นเศรษฐกิจ |
| กลุ่มเป้าหมาย | ธนาคาร, ดีลเลอร์หลัก, บริษัทระดับ Investment Grade | ผู้บริโภค, ธุรกิจขนาดเล็ก, ผู้ว่างงาน |
ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง Jerome Powell และ Steven Mnuchin รัฐมนตรีคลังในขณะนั้น ช่วยขจัดอุปสรรคระหว่างหน่วยงาน ทำให้เฟดสามารถใช้เครื่องมือฉุกเฉินได้ก่อนที่สภาคองเกรสจะสรุปกฎหมายเสร็จสิ้นเสียอีก เนื่องจากเครื่องมือตามมาตรา 13(3) ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐมนตรีคลัง หากทั้งสองคนไม่ลงรอยกัน การช่วยเหลือตลาดคงล่าช้ากว่านี้มาก
มีรายงานว่าทั้งคู่คุยกันวันละหลายครั้งตลอดเดือนมีนาคม 2020 โดย Mnuchin ได้ดึงเงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์จากกองทุนรักษาสถียรภาพการแลกเปลี่ยนเงินตรา (ESF) มาค้ำประกันเงินกู้ก้อนแรกของเฟดทันที ซึ่งส่งสัญญาณให้ตลาดมั่นใจจนความตื่นตระหนกในตลาดหุ้นกู้สงบลงก่อนที่เฟดจะเริ่มซื้อหุ้นกู้จริงๆ เสียอีก นอกจากนี้ Mnuchin ยังทำหน้าที่เป็น "เกราะป้องกันทางการเมือง" ให้กับ Powell จากการโจมตีของประธานาธิบดี Trump อีกด้วย
สิ่งที่สำคัญที่สุดจากหนังสือเล่มนี้คือ การที่เฟดได้ทำลายเส้นแบ่งระหว่าง "นโยบายการเงิน" และ "การจัดสรรสินเชื่อโดยตรง" ไปอย่างถาวร Powell ขยายงบดุลเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 3 เดือน เปลี่ยนเฟดจาก "ผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้ายของธนาคาร" มาเป็น "ผู้รับประกันของภาคเศรษฐกิจทั้งหมด"
เฟดละทิ้งแนวทางการค่อยเป็นค่อยไปเหมือนปี 2008 และหันมาใช้มาตรการเชิงรุกที่รุนแรง การใช้อำนาจตามมาตรา 13(3) เพื่อจัดตั้ง SPV โดยมีการค้ำประกันจากกระทรวงการคลัง ถือเป็นการข้ามเส้นแบ่งทางประวัติศาสตร์ด้วยการอนุมัติให้ซื้อหุ้นกู้เอกชนและกองทุน ETF เป็นครั้งแรก
| กลยุทธ์วิกฤต | วิกฤตการเงินปี 2008 | การตอบสนองต่อโรคระบาดปี 2020 |
|---|---|---|
| เป้าหมายหลัก | Wall Street (ธนาคารและสถาบันการเงิน) | Main Street และตลาดหุ้นกู้เอกชน |
| ความเร็ว | ถกเถียงและดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนหลายเดือน | "จัดหนักและรวดเร็ว" ภายในไม่กี่วัน |
| สินทรัพย์ที่ซื้อ | พันธบัตรรัฐบาลและ MBS | หุ้นกู้เอกชน, ETF และพันธบัตรท้องถิ่น |
| การประสานงานกับคลัง | แยกส่วนกันชัดเจน | ทำงานร่วมกันผ่าน SPV ใน CARES Act |
Powell และเฟดจงใจอุดหนุนความเสี่ยงของภาคเอกชนเพื่อป้องกันวิกฤตสินเชื่อลามโซ่ ด้วยการจัดตั้งโครงการซื้อหุ้นกู้ PMCCF และ SMCCF เฟดได้การันตีสภาพคล่องแม้แต่กับกลุ่ม "Fallen Angels" (บริษัทที่อันดับเครดิตถูกลดระดับลงเป็นหุ้นกู้ขยะ) หนังสือชี้ให้เห็นว่าเฟดเลือกที่จะยอมรับปัญหา Moral Hazard เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่เหมือนทศวรรษ 1930
การสร้างสภาพคล่องจำนวนมหาศาลในปี 2020 คือการโอนย้ายความเสี่ยงจากการล้มละลายของเอกชนไปไว้ที่สภาวะเศรษฐกิจมหภาคและงบดุลของประเทศ ซึ่ง Timiraos ชี้ให้เห็นผลกระทบ 3 ด้าน:
Trillion Dollar Triage เป็นหนังสือที่ต้องอ่านสำหรับผู้ที่ต้องการรายละเอียดเชิงลึกแบบวันต่อวันเกี่ยวกับการแทรกแซงตลาดของเฟดในปี 2020 Timiraos ใช้ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับคนในเฟด (จนได้รับฉายาว่า "Fed whisperer") มาอธิบายกลไกที่ซับซ้อน ตั้งแต่วิกฤตตลาด Repo ปี 2019 ไปจนถึงการตัดสินใจใช้มาตรา 13(3)
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของหนังสือเล่มนี้คือมันตีพิมพ์ในเดือนมีนาคม 2022 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะพุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 9.1% และก่อนที่เฟดจะเริ่มวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรง ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในฐานะ "บันทึกการจัดการวิกฤต" แต่ยังไม่ได้วิเคราะห์ถึง "ต้นทุนเงินเฟ้อ" ที่ตามมาอย่างเต็มที่
บทสรุปสำหรับผู้อ่านแต่ละกลุ่ม:
Nick Timiraos คือใคร และทำไมเขาถึงเขียนหนังสือเล่มนี้? เขาเป็นหัวหน้าผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจของ The Wall Street Journal ที่มีชื่อเสียงด้านการรายงานข่าวเกี่ยวกับเฟด เขาเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อบันทึกเหตุการณ์วงในว่าเฟดภายใต้การนำของ Powell นำทางเศรษฐกิจผ่านวิกฤต COVID-19 ได้อย่างไร
หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องเงินเฟ้อที่ตามมาหรือไม่? พูดถึงในระดับหนึ่ง โดยเล่าว่าในช่วงแรกเฟดมองว่าเงินเฟ้อเป็นเรื่อง "ชั่วคราว" (Transitory) แต่เนื่องจากหนังสือเขียนเสร็จในช่วงต้นปี 2022 จึงยังไม่ได้ครอบคลุมช่วงที่เงินเฟ้อรุนแรงที่สุดและผลกระทบหลังจากนั้น
หนังสือเล่มนี้ต่างจากรายงานอย่างเป็นทางการของเฟดอย่างไร? รายงานของเฟดจะเป็นข้อมูลตัวเลขและสรุปนโยบายที่แห้งแล้ง แต่หนังสือของ Timiraos เล่าเรื่องผ่านการสัมภาษณ์เจาะลึก ทำให้เห็นแง่มุมของมนุษย์ ความตึงเครียดในการประชุม การโทรศัพท์ตอนดึก และการเมืองเบื้องหลัง ซึ่งรายงานทางการไม่มีวันเปิดเผย
Trillion Dollar Triage คือบันทึกการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนโยบายการเงินสมัยใหม่ ที่แสดงให้เห็นว่าเฟดได้ปรับเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นผู้รับประกันระบบเศรษฐกิจโดยรวมเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แม้ว่าไทม์ไลน์ของหนังสือจะจบลงก่อนที่จะเห็นผลกระทบของเงินเฟ้ออย่างเต็มที่ แต่การวิเคราะห์กลไกการแทรกแซงในเล่มนี้ยังคงเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ในการทำความเข้าใจว่าธนาคารกลางจะรับมือกับวิกฤตสภาพคล่องในอนาคตอย่างไร
ความเสี่ยงของการสูญเสียในการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น FX สินค้าโภคภัณฑ์ ฟิวเจอร์ส พันธบัตร ETFs หรือเงินดิจิทัลอาจมีมาก คุณอาจสูญเสียเงินทุนทั้งหมดที่คุณฝากไว้กับโบรกเกอร์ของคุณ ดังนั้น คุณควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการซื้อขายดังกล่าวเหมาะสมกับคุณหรือไม่ในสถานการณ์และทรัพยากรทางการเงินของคุณ
ไม่ควรตัดสินใจลงทุนโดยไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบสถานะอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยตัวเองหรือปรึกษากับที่ปรึกษาทางการเงินของคุณ เนื้อหาเว็บของเราอาจไม่เหมาะกับคุณเนื่องจากเราไม่ทราบเงื่อนไขทางการเงินและความต้องการในการลงทุนของคุณ ข้อมูลทางการเงินของเราอาจมีความล่าช้าหรือมีความไม่ถูกต้อง ดังนั้นคุณควรรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการตัดสินใจซื้อขายและการลงทุนของคุณ บริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียเงินทุนของคุณ
หากไม่ได้รับอนุญาตจากเว็บไซต์ คุณจะไม่สามารถคัดลอกกราฟิก ข้อความ หรือเครื่องหมายการค้าของเว็บไซต์ได้ สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาในเนื้อหาหรือข้อมูลที่รวมอยู่ในเว็บไซต์นี้เป็นของผู้ให้บริการและผู้ค้าแลกเปลี่ยน
ไม่ได้ล็อกอิน
เข้าสู่ระบบเพื่อเข้าถึงฟังก์ชั่นเพิ่มเติม
เข้าสู่ระบบ
ลงทะเบียน