
ประเทศไทยบันทึกความเสียหายจากการฉ้อโกงทางออนไลน์เกือบ 9 พันล้านบาทในช่วงหกเดือนแรกของปี 2026 ขณะที่ทางการเร่งดำเนินการเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัลที่เพิ่มสูงขึ้น
สภาคุ้มครองผู้บริโภคแห่งประเทศไทย (TCC) ระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน มีรายงานคดีฉ้อโกงทางออนไลน์มากกว่า 170,000 คดี โดยแต่ละคดีมีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยเกิน 52,000 บาท
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยังคงเป็นช่องทางหลักสำหรับมิจฉาชีพ โดยเฟซบุ๊กมีสัดส่วนมากกว่า 61% ของกรณีที่รายงานทั้งหมด กิจกรรมฉ้อโกงรวมถึงโฆษณาการลงทุนปลอม การแอบอ้างตัวตน และการขายสินค้าออนไลน์ที่ฉ้อโกง เจ้าหน้าที่กล่าวว่าความเสี่ยงที่คล้ายกันนี้ยังพบได้ในแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการฉ้อโกงออนไลน์ได้กลายเป็นปัญหาในวงกว้างมากขึ้น
TCC ได้ดำเนินการทางกฎหมายกับแพลตฟอร์มออนไลน์และสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง โดยให้เหตุผลว่าผู้ให้บริการควรเสริมสร้างมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้มแข็งขึ้น สภาฯ เรียกร้องให้มีการปรับปรุงการคัดกรองโฆษณาหลอกลวง การตรวจจับกิจกรรมฉ้อโกงโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ และการควบคุมแอปพลิเคชันปลอมอย่างเข้มงวดมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยกำลังพัฒนาระบบการแชร์ข้อมูลระหว่างธนาคารเพื่อจัดการกับบัญชีตัวกลางที่มิจฉาชีพใช้ในการโอนเงินที่ขโมยมา
กรอบการทำงานที่เสนอจะเชื่อมโยงข้อมูลจากศูนย์ทะเบียนการฉ้อโกงส่วนกลาง ฐานข้อมูลต่อต้านการฟอกเงิน และศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์ เมื่อพบว่าบัญชีใดเกี่ยวข้องกับกิจกรรมฉ้อโกง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถระงับการทำธุรกรรมในบัญชีของบุคคลนั้นในหลายธนาคารได้
ประเทศไทยกำลังเตรียมเร่งกระบวนการคืนเงินให้กับผู้เสียหายจากการฉ้อโกง โดยอนุญาตให้ยื่นขอรับค่าชดเชยผ่านสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแนวทางการจัดการปัญหาของประเทศจากการแก้ไขปัญหาหลังจากเกิดความเสียหายแล้ว ไปเป็นการป้องกันการทำธุรกรรมฉ้อโกงก่อนที่เงินจะหายไป