
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยได้ระบุแนวโน้มการหลอกลวงทางออนไลน์ที่สำคัญ 4 ประการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ พบว่ากลุ่มผู้เสียหายมากที่สุดคือผู้ใหญ่ในวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 20 ถึง 49 ปี โดยมีจำนวนมากกว่า 223,000 ราย ขณะที่ผู้ที่มีอายุระหว่าง 50 ถึง 64 ปี มีจำนวนมากกว่า 53,000 ราย
หนึ่งในกลยุทธ์ที่พบบ่อยที่สุดคือการส่งข้อความปลอมผ่าน SMS หรือแอปพลิเคชันส่งข้อความ ซึ่งมีลิงก์ที่ออกแบบมาให้ดูเหมือนเป็นทางการ มิจฉาชีพมักแอบอ้างเป็นหน่วยงานสาธารณะหรือหน่วยงานของรัฐ โดยอ้างว่าผู้รับค้างชำระค่าปรับหรือค่าธรรมเนียม การคลิกที่ลิงก์เหล่านี้อาจนำไปสู่การขโมยข้อมูลส่วนบุคคลหรือรายละเอียดบัญชีธนาคาร ความซับซ้อนของข้อความเหล่านี้เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้รับที่ไม่ระมัดระวังเข้าใจผิดคิดว่าข้อความเหล่านั้นถูกต้องตามกฎหมายอย่างมาก
ภัยคุกคามที่กำลังเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งมาจากเทคโนโลยีดีปเฟค (deepfake) ซึ่งมิจฉาชีพใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เลียนแบบเสียงหรือภาพวิดีโอของญาติหรือผู้มีอำนาจ เหยื่ออาจถูกกดดันให้โอนเงินทันทีโดยอ้างว่ามีปัญหาทางการเงินหรือทางกฎหมายเร่งด่วน ความสมจริงของเสียงและวิดีโอที่สร้างโดย AI เหล่านี้ทำให้การตรวจจับการฉ้อโกงทำได้ยากมาก ซึ่งสร้างแรงกดดันทางจิตใจระดับใหม่ให้กับผู้ตกเป็นเป้าหมาย
การหลอกลวงเกี่ยวกับการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสกุลเงินดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัล ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน พวกมิจฉาชีพจะเสนอโอกาสที่น่าเชื่อถือและให้ผลตอบแทนในตอนแรกเพื่อสร้างความไว้วางใจ เมื่อเหยื่อลงทุนด้วยเงินจำนวนมากขึ้น พวกมิจฉาชีพก็จะหายตัวไปพร้อมกับเงินเหล่านั้น โดยมักใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยม เช่น Facebook และ TikTok เพื่อเข้าถึงผู้คนจำนวนมาก
สุดท้ายนี้ โปรไฟล์โซเชียลมีเดียปลอมถูกนำไปใช้ในการหลอกลวงทางความรัก ร้านค้าออนไลน์ปลอม และการจองโรงแรมปลอม มิจฉาชีพสร้างตัวตนที่น่าเชื่อถืออย่างระมัดระวังเพื่อสร้างความไว้วางใจ จากนั้นจึงหลอกเอาเงินหรือข้อมูลส่วนตัวจากเหยื่อ เฟซบุ๊ก ศูนย์บริการลูกค้า เว็บไซต์ และ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์มากที่สุด ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินเป็นจำนวนเงินหลายพันล้านบาทไทย
แนวโน้มเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นและขอบเขตทั่วโลกของการหลอกลวงทางออนไลน์ รายงานของกระทรวงเน้นย้ำว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ผนวกกับการใช้กลอุบายทางสังคม ทำให้ผู้ฉ้อโกงสามารถกำหนดเป้าหมายเหยื่อข้ามพรมแดนได้ ทำให้การฉ้อโกงทางออนไลน์เป็นปัญหาทั่วโลก